ระบบเครือข่าย LAN ความเร็วสูง ที่สามารถทำได้ใน Switching Solution

ทำไมต้องใช้ Switch Layer3 สำหรับ Network ขนาดใหญ่ การเพิ่มประสิทธิภาพของ Network ด้วย
Switch Layer3


Switch Layer3 ดีกว่า Switch Layer2 อย่างไร

Ethernet Switch ที่พบเห็นและใช้งานโดยทั่วไปมากกว่า 95 % มักจะเป็น Switch Layer2 แทบทั้งสิ้น
โดยมี คุณสมบัติต่าง ๆ กัน เริ่มจากระดับ Entry Level ก็มักจะมีคุณสมบัติเฉพาะการ Switch ระหว่าง Port
ต่าง ๆ ของตัวเองเท่านั้น รองรับ MAC Address ได้ไม่มากนัก มักจะเรียก Switch พวกนี้ว่า Desktop
Switch
มีราคาถูกลงมาก จะพบว่าถูกนำมา เชื่อมกับ PC โดยตรงแทนที่ HUB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนใน
ระดับสูงขึ้นมา ก็จะมีคุณสมบัติในการทำ VLAN , Manage มี MAC Address มากขึ้นและอื่น ๆ เพิ่มเติม
แน่นอน ราคาก็จะสูงขึ้นด้วย จึงมักถูกนำมาใช้งานกับ Network ที่ต้องการประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นหรือเป็น
work group
ที่ต้องต่อเชื่อมกับ HUB หลายชุด เพื่อรองรับ PC User จำนวน มาก ๆ

คุณสมบัติของ Layer 2 Switch ดังกล่าวจัดอยู่ใน OSI Standard ในระดับ Data Link หรือที่เรียกกัน
ทั่วไปว่า Layer 2 ส่วนใน Layer3 ซึ่งเรียกว่าเป็น Layer ที่ต้อง มีคุณสมบัติ ของการ Routing เพื่อใช้
ประโยชน์ในการต่อเชื่อม

และ คุณสมบัติ VLAN แบ่ง PC ออกเป็น Network ย่อยหลาย ๆ Network หรือ เรียกกันทั่วไปว่า
Multi-LAN
อาจจะมีคำถามว่าทำไมต้องแบ่ง Network ออกเป็น Network ย่อย ๆ เป็นวงเดียวกันให้รู้จัก
กันหมดไม่ดีกว่าหรือ คำตอบก็คือ วิธีการรับส่งข้อมูลของ Ethernet ที่เราใช้กันแพร่หลายที่สุดนั้น จะใช้
การ Broadcast ข้อมูลออกไปทุก PC ที่ต่อเชื่อม ถ้ามีจำนวนมากก็จะเสียเวลาและมีข้อมูลวิ่งใน Network
มาก เกิด Traffic Jam ในระบบได้ จึงมักออกแบบให้ใน WorkGroup หนึ่ง ๆ มี PC จำนวนไม่มากนัก
ประมาณ 20 -40 เครื่อง เท่านั้น

อัตราการรับส่งข้อมูลเฉลี่ย = ขนาดของเส้นทางใน Network
.
จำนวน PC ที่ต่อเชื่อมใน Networkช= 100
. 40

.=

~ 2.5 Mbps

นอกจากการกำหนด VLAN หลาย ๆ Network เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลแล้ว เรายังได้ระบบ
รักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพิ่มเติมอีกด้วย เพราะจะกำหนดให้ PC ที่มีสิทธิ์เท่านั้น
ในการต่อเชื่อมเป็น Network เดียวกัน ส่วน PC ใน Network อื่น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้

ต่อระหว่าง WorkGroup ต่อ Workgroup เข้าหากันเพื่อการรับส่งข้อมูลระหว่าง 2 Workgroup หรือ
มากกว่าก็ได้

ด้านคุณสมบัติของการ Routing นี้ ซึ่งต้องทำงานด้วย Processor หรือ Controller แบบไม่ซับซ้อนมาก
จึงนำมาใช้งานกับ Switch ขนาดใหญ่ มักจะเป็น Chassis เสียส่วนมาก เรียกกันว่า Switch Layer3
มีราคาแพงขึ้นมาก แต่ก็เหมาะในการใช้งานกับ Network ขนาดใหญ่ที่มี workGroup จำนวนมาก ๆ สามารถ
ได้ประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลสูงขึ้น และเท่าเทียมกัน สำหรับ PC ที่ต่อเชื่อมอยู่ นอกจากนั้นยัง
ควบคุมการเชื่อมต่อระหว่าง workgroup ที่ต้องการได้อีกด้วยทำให้มีความปลอดภัยของข้อมูลที่สำคัญมาก
ขึ้น Switch ในระดับนี้ มักจะมี Software Network Management ควบคู่มาด้วย ใช้ในการ เปลี่ยนแปลง
และ ควบคุมการเชื่อมต่อ , การตรวจสอบ bandwidth ที่ใช้งาน การแสดงสถานะของ Switch ระดับล่าง
Port
หรือ Lancard นอกจากนั้น ยังใช้สำหรับการตรวจสอบจากระยะไกล เพื่อการซ่อมบำรุงดูแลรักษาอีกด้วย

นอกจากนั้น Switch Layer3 บางตัวยังถูกเพิ่มเติม คุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ ในระดับ Layer4 ของ OSI
Standard
หรือที่เรียกกันว่า Switch Layer4 เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก แน่นอน ราคาก็จะสูงขึ้น
ไปอีก แต่ก็คุ้มค่าทีเดียวกับประสิทธิภาพ การควบคุมระดับ นั้น ๆ เพราะเป็นการลงทุนในระยะยาวมากที
เดียว ต่างกับ PC ซึ่ง 2-3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนกันใหม่อีกแล้วทั้งที่ยังไม่เสียเลย แต่เริ่มใช้งานกับ Program
บางตัวไม่ได้แล้ว

The Layer 3 Solution

Layer 3 เป็นความสามารถหนึ่ง ที่อยู่ใน Switch ซึ่งความเร็วในการ routing จะใกล้เคียงกับ ความเร็ว
ของ Switch และ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การทำงานใน Network มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นได้ โดยรวมเอา
ฟังก์ชั่นของ Router เข้าไว้ใน อุปกรณ์ Switch , Intel Layer 3 Switch จะทำให้ การ routing ภายใน
ระบบ Lan ทำได้เร็วขึ้น

การ routing ใน LAN จะทำให้ได้ความเร็วที่ใกล้เคียงกับความเร็วของ Switch จะตัดปัญหาเรื่อง
คอขวด (Bottle nack) , ยังช่วยรองรับในเรื่องของ การรองรับ ความเร็วของช่องสัญญาณได้มากขึ้น ,
และ สื่อประเภท มัลติมีเดีย